หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และความยินยอมสำหรับประชาชน ที่เข้าร่วมโครงการเราเที่ยวด้วยกัน เฟส 4

  1. 1. สาระสำคัญของโครงการเราเที่ยวด้วยกัน (โครงการฯ)
    1. 1.1 ช่วงระยะเวลาดำเนินโครงการฯ คือ ตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ 2565 ถึง 31 พฤษภาคม 2565
    2. 1.2 คุณสมบัติของผู้ประกอบธุรกิจโรงแรม/ที่พัก ที่มีสิทธิเข้าร่วมโครงการฯ เราเที่ยวด้วยกันเฟส 4
      1. (1) เป็นโรงแรม/ที่พัก ที่เป็นผู้ประกอบการรายเดิมและได้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ ผ่านเว็บไซต์ www.เราเที่ยวด้วยกัน.com ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2563 โดยได้ยื่นความประสงค์และได้รับการพิจารณาให้เข้าร่วมโครงการฯ ในเฟส 3 มาแล้ว และยังเปิดให้บริการตามปกติ ข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้
        1. (1.1) ได้รับอนุญาตหรือดำเนินการถูกต้องตามกฎหมาย
        2. (1.2) ได้รับอนุญาตแต่หมดอายุก่อนวันที่ 1 มกราคม 2563 และได้ยื่นต่ออายุแล้ว
        3. (1.3) โรงแรม/ที่พัก นอกเหนือจากข้อ (1.1) ถึง (1.2) ที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มก่อนวันที่ 1 มกราคม2563 และมีหมายเลขประจำตัวผู้เสียภาษี
      2. (2) ปฏิบัติตามและไม่เคยฝ่าฝืนมาตรการใด ๆ ของรัฐเกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส โคโรนา 2019
      3. (3) ไม่เป็นผู้ที่ถูกระงับสิทธิหรือถูกเรียกเงินคืนหรือถูกดำเนินคดีในโครงการเราเที่ยวด้วยกัน หรือโครงการอื่น ๆ ของรัฐ
      4. (4) โรงแรมมีช่องทางรับชำระเงินออนไลน์แอปพลิเคชัน “ถุงเงิน”
    3. 1.3 คุณสมบัติของประชาชนที่มีสิทธิเข้าร่วมโครงการฯ
      1. (1) มีหมายเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก
      2. (2) มีอายุ 18 ปีบริบูรณ์ ณ วันลงทะเบียน
      3. (3) เป็นผู้มีสัญชาติไทย
      4. (4) ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ ผ่าน www.เราเที่ยวด้วยกัน.com หรือที่ได้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ ตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2563
      5. (5) มีแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ทั้งนี้ ต้องดำเนินการยืนยันตัวตน (Dip Chip) ภาพใบหน้าของผู้สมัครเข้าไป ในฐานข้อมูลของธนาคารกรุงไทยตามวิธีการที่ธนาคารกำหนดก่อน เพื่อให้ระบบทำการตรวจสอบสิทธิของการเข้าร่วมโครงการ ซึ่งเป็นไปตามเงื่อนไขที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กำหนด จึงจะทำการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการได้ เว้นแต่ ประชาชนที่เคยเข้าร่วมโครงการของรัฐมาก่อน และได้ดำเนินการยืนยันตัวตน (Dip Chip) ของธนาคารกรุงไทยแล้ว เพื่อใช้บริการแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” (รวมทั้ง G-wallet ในบริการแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง”) ให้เป็นไปตามที่ธนาคารกรุงไทย (จำกัด) มหาชน (ธนาคารกรุงไทยฯ) ซึ่งเป็นผู้จัดทำระบบให้รัฐบาลและเป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับข้อมูลการพิสูจน์และยืนยันตัวตนดังกล่าว
      6. (6) ให้ความยินยอมแก่โรงแรม/ที่พัก ในการส่งข้อมูลการจองและข้อมูลส่วนบุคคลให้แก่ธนาคารกรุงไทยฯ ในฐานะผู้จัดทำระบบให้รัฐบาล และ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
      7. (7) ต้องไม่เป็นผู้ใช้สิทธิโครงการทัวร์เที่ยวไทยในการเดินทางในช่วงเวลาเดียวกัน
      8. (8) ต้องไม่ใช้สิทธิจองโรงแรม/ที่พักและไม่ใช้ E-Voucher ในพื้นที่จังหวัดภูมิลำเนาตามทะเบียนบ้าน
    4. 1.4 ร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยว ผู้ประกอบการ OTOP และผู้ประกอบการบริการฯ ที่มีสิทธิเข้าร่วมโครงการเราเที่ยวด้วยกันเฟส 4
      1. (1) ผู้ประกอบการร้านอาหาร (รายเดิม) ที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ ผ่านเว็บไซต์ www.เราเที่ยวด้วยกัน.com ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2563 โดยได้ยื่นความประสงค์และได้รับการพิจารณาให้เข้าร่วมโครงการฯ ในเฟส 3 มาแล้ว และยังเปิดให้บริการตามปกติ
      2. (2) ผู้ประกอบการสถานที่ท่องเที่ยวตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาโดย ททท. กำหนด (รายเดิม) ที่ได้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ ผ่านเว็บไซต์ www.เราเที่ยวด้วยกัน.com ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2563 โดยได้ยื่นความประสงค์และได้รับการพิจารณาให้เข้าร่วมโครงการฯ ในเฟส 3 มาแล้ว และยังเปิดให้บริการตามปกติ
      3. (3) ผู้ผลิตหรือผู้ประกอบการในโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ (One Tambon One Product : OTOP) (ผู้ประกอบการ OTOP) (รายเดิม) ที่ได้ลงทะเบียนกับกรมการพัฒนาชุมชน และลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ ผ่านเว็บไซต์ www.เราเที่ยวด้วยกัน.com ตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2563 โดยได้ยื่นความประสงค์และได้รับการพิจารณาให้เข้าร่วมโครงการเราเที่ยวด้วยกันเฟส 3 มาแล้ว และยังเปิดให้บริการตามปกติ
      4. (4) ผู้ประกอบธุรกิจขนส่ง ธุรกิจสปาหรือนวดเพื่อสุขภาพ ธุรกิจรถเช่าเพื่อการท่องเที่ยวหรือเรือเช่า เพื่อการท่องเที่ยว (ผู้ประกอบการบริการฯ) ที่มีคุณสมบัติครบทุกข้อดังต่อไปนี้
        1. (4.1) เป็นนิติบุคคล
        2. (4.2) ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
        3. (4.3) ผ่านหลักเกณฑ์และการตรวจสอบของ ททท.
        4. (4.4) ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ ผ่านเว็บไซต์ www.เราเที่ยวด้วยกัน.com ตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2563 โดยได้ยื่นความประสงค์และได้รับการพิจารณาให้เข้าร่วมโครงการฯ ในเฟส 3 มาแล้ว และยังเปิดให้บริการตามปกติ
      5. (5) ผู้ประกอบการร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยว ผู้ประกอบการ OTOP และผู้ประกอบการบริการฯ (รายใหม่) ที่ได้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการผ่านเว็บไซต์ www.เราเที่ยวด้วยกัน.com ตั้งแต่วันที่ 24 กันยายน ถึง 31 ตุลาคม 2564 โดยได้ยื่นความประสงค์และได้รับการพิจารณาให้เข้าร่วมโครงการฯ ในเฟส 3 มาแล้ว และยังเปิดให้บริการตามปกติ
      6. (6) ร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยว ผู้ประกอบการ OTOP และผู้ประกอบการบริการฯ ตาม 1.4 (1) ถึง (5) ต้องไม่เป็นผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขของมาตรการอื่น ๆ ของรัฐ หรือฝ่าฝืนมาตรการใด ๆ ของรัฐเกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019
      7. (7) ร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยว ผู้ประกอบการ OTOP และผู้ประกอบการบริการฯ ต้องมีช่องทางรับชำระเงินออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน”
    5. 1.5 รัฐจะสนับสนุนเงินค่าที่พักในอัตราร้อยละ 40 ของราคาสุทธิ แต่ไม่เกิน 3,000 บาทต่อห้องต่อคืน ให้กับประชาชน ผู้ได้รับสิทธิ โดยรัฐจะจ่ายให้แก่โรงแรม/ที่พัก โดยตรงหลังจากประชาชนผู้ได้รับสิทธิได้ Check out ออกจาก โรงแรม/ที่พัก ราคาสุทธิ หมายถึง ราคารวมค่าที่พักและอาหารเช้า (ถ้ามี) รวมภาษีอื่นๆแล้ว เท่านั้น (ราคาสุทธิต่อห้องต่อคืน) และต้องเป็นราคาที่ไม่สูงเกินปี 2564 (ราคาสุทธิของปี 2564 ต้องเป็นราคาที่ไม่เกิน Rate plan ปี 2562)
    6. 1.6 รัฐจะสนับสนุน E-Voucher ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ให้แก่ประชาชนผู้ได้รับสิทธิเมื่อ Check in เข้าพักโรงแรม/ที่พักที่เข้าร่วมโครงการฯ โดย E-Voucher มีเงื่อนไขการใช้งานดังนี้
      1. (1) ประชาชนผู้ได้รับสิทธิที่เป็นผู้จองโรงแรม/ที่พักจะเป็นผู้ได้รับ E-Voucher
      2. (2) ใช้จ่ายได้เฉพาะในร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยว และสถานประกอบการของผู้ประกอบการ OTOP และผู้ประกอบการบริการฯ ตามข้อ 1.4 ที่อยู่ในพื้นที่จังหวัดอื่นที่ไม่ใช่จังหวัดในทะเบียนบ้าน
      3. (3) การซื้อ-ขายสินค้าและ/หรือบริการ ประชาชนผู้ได้รับสิทธิจะต้องทำธุรกรรมกับผู้ประกอบการตามข้อ 1.4 โดยสแกน QR Code เพื่อชำระค่าสินค้าและ/หรือบริการกันแบบปรากฏตัวต่อหน้าเท่านั้น (face-to-face) และ ห้ามสแกนจากภาพ QR Code ที่บันทึกไว้
      4. (4) E-Voucher จะปรากฏในแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ในเวลา 17.00 น. ของทุกวันตลอดระยะเวลาที่เข้าพัก โดยมีมูลค่า 600 บาทต่อห้องต่อคืน ตามรายละเอียดการจอง ทั้งนี้ มูลค่าของ E-Voucher สามารถสะสมได้จนกว่า จะสิ้นสุดระยะเวลาตาม (5)
      5. (5) สามารถใช้จ่ายได้จนถึงเวลา 23.59 น. ของวันที่ Check out
      6. (6) E-Voucher สามารถใช้จ่ายได้จำนวนร้อยละ 40 ของราคาสุทธิในใบเสร็จรับเงิน
      7. (7) ไม่สามารถใช้ช่องทางอื่นนอกจากแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ในการใช้ชำระเงินร่วมกับ E-Voucher ได้
    7. 1.7 รัฐจะสนับสนุนเงินตามข้อ 1.5 และ 1.6 รวมตลอดระยะเวลาโครงการฯ ไม่เกิน 10 สิทธิต่อหนึ่งหมายเลขประจำตัวประชาชน (คำนวณจากจำนวนคืนคูณด้วยจำนวนห้อง เช่น 2 คืน 2 ห้อง จะเท่ากับ 4 สิทธิ และรวมทั้งโครงการ ฯ แล้วไม่เกิน 10 ล้านสิทธิ (เฟส 4 มีจำนวน 2 ล้านสิทธิ) ทั้งนี้ รัฐอาจพิจารณาเพิ่มเติมจำนวนสิทธิได้ในภายหลัง
      กรณีมีการจองใช้สิทธิตั้งแต่ 5 สิทธิขึ้นไป ถือว่าเข้าลักษณะท่องเที่ยวเป็นกลุ่มหรือหมู่คณะให้ประชาชนแสดงหลักฐานรายชื่อ ชื่อสกุล ข้อมูลพร้อมเอกสารของผู้เข้าพักให้แก่โรงแรม/ที่พักเก็บไว้เพื่อใช้เป็นหลักฐานเบิกจ่ายเงินสนับสนุน 40 % โดยมีรายละเอียดเป็นไปตามหลักเกณฑ์การเบิกจ่ายเงินสนับสนุน 40 % แนบท้าย
    8. 1.8 รัฐจะพิจารณาผู้ได้รับสิทธิเข้าพักเมื่อประชาชนที่เป็นผู้จองโรงแรม/ที่พัก ได้ชำระเงินค่าที่พักสำเร็จตามลำดับก่อนหลัง จนกว่าจะครบจำนวนสิทธิตามข้อ 1.7 หรือจนกว่าจะสิ้นสุดโครงการฯ
    9. 1.9 ขั้นตอนการดำเนินโครงการฯ
      โรงแรม/ที่พัก ร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยว ผู้ประกอบการ OTOP และผู้ประกอบการบริการฯ
      1. (1) โรงแรม/ที่พัก ร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยว ผู้ประกอบการ OTOP และผู้ประกอบการบริการฯ ตามข้อ 1.2 และ 1.4 ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับการพิจารณาเข้าร่วมโครงการฯ เฟส 3 มาแล้ว จะต้องยังเปิดให้บริการตามปกติ และจะต้องไม่เป็นผู้กระทำผิดเงื่อนไขหรือกระทำการทุจริตในโครงการฯ เฟส 3
      2. (2) ผู้ประกอบการที่ได้รับการพิจารณาเข้าร่วมโครงการฯ เฟส 3 มาแล้วตาม (1) จะต้องให้ความยินยอม (Consent) ผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” อีกครั้ง จึงจะดำเนินการในโครงการฯ เฟส 4 ได้

      ประชาชน
      1. (1) ประชาชนรายเดิมที่ได้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ แล้วตั้งแต่ เฟส 1 - 3 ต้องให้ความยินยอม (Consent) และยอมรับหลักเกณฑ์และเงื่อนไข ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ก่อน จึงจะดำเนินการใช้สิทธิในโครงการฯ เฟส 4 ได้
      2. (2) ประชาชนรายใหม่ที่ประสงค์จะเข้าร่วมโครงการฯ เฟส 4 ให้ลงทะเบียนผ่าน www.เราเที่ยวด้วยกัน.com และให้ความยินยอม (Consent) และยอมรับหลักเกณฑ์และเงื่อนไข ก่อนดำเนินการใช้สิทธิ ผ่านช่องทางเว็บไซต์ และผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง”
      3. (3) ประชาชนตรวจสอบรายชื่อโรงแรม/ที่พักที่เข้าร่วมโครงการฯ ผ่าน www.เราเที่ยวด้วยกัน.com ทั้งนี้ ไม่สามารถใช้สิทธิจองโรงแรม/ที่พักและใช้ E-Voucher ในจังหวัดภูมิลำเนาตามทะเบียนบ้านได้
      4. (4) ประชาชนจองที่พักโดยตรงกับโรงแรม/ที่พักตาม (3) เท่านั้น ตามขั้นตอนและวิธีการที่โรงแรม/ที่พักกำหนด ได้ตั้งแต่วันที่เริ่มโครงการ โดยทำการจองอย่างน้อย 7 วันล่วงหน้าก่อนการเข้าพัก และให้ความยินยอมโรงแรม/ที่พัก ในการส่งข้อมูลการจอง รวมถึงข้อมูลส่วนบุคคลให้แก่ธนาคารกรุงไทยฯ ซึ่งเป็นผู้จัดทำระบบให้รัฐบาล และ ททท.
      5. (5) ให้ประชาชนตรวจสอบการแจ้งเตือนการจอง (Notification) ในแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” รวมถึงตรวจสอบรายละเอียดการจองในแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” และชำระเงินค่าที่พัก (ซึ่งเป็นจำนวน 60% หลังจากที่ได้หักเงินสนับสนุนจากรัฐ 40% แล้ว) ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ภายในเวลา 23.59 น. ของวันที่ได้รับแจ้งให้ชำระเงิน (Notification) หากไม่ชำระเงินภายในกำหนดเวลาดังกล่าว การจองจะถูกยกเลิกโดยอัตโนมัติ และ เมื่อชำระเงินแล้วจะไม่สามารถยกเลิกการจอง แต่ประชาชนสามารถเปลี่ยนแปลงวัน-เวลาเดินทางเข้าพักได้ โดยมีเงื่อนไขดังนี้
        1. 5.1 โรงแรม/ที่พักที่ประสงค์จะให้ลูกค้าเปลี่ยนแปลงวัน-เวลาเดินทางเข้าพัก ให้ดำเนินการดังนี้
          1. (1) ให้ลูกค้าติดต่อขอเลื่อนการเข้าพักกับโรงแรม/ที่พักโดยตรง
          2. (2) แก้ไขข้อมูลรายละเอียดการเข้าพักผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” โดยโรงแรม/ที่พักเป็นผู้ทำรายการ
          3. (3) ให้ลูกค้าตรวจสอบรายละเอียดการเปลี่ยนแปลงการเข้าพักในแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” และให้ลูกค้ากด “ยืนยันรายการเลื่อนเข้าพัก”
        2. 5.2. การเปลี่ยนแปลงรายละเอียดการเข้าพักจะเปลี่ยนแปลงได้เฉพาะวัน-เวลาเข้าพักเท่านั้น โดยรายละเอียดอื่น เช่น จำนวนวันเข้าพัก จำนวนห้องพัก หรือราคาห้องพัก จะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้
        3. 5.3 การเปลี่ยนแปลงวัน-เวลาเดินทางเข้าพักต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขดังต่อไปนี้
          1. (1) ลูกค้าต้องเหลือสิทธิตามโครงการฯ ไม่น้อยกว่าจำนวนสิทธิที่ต้องใช้สำหรับการเข้าพัก ตามรายละเอียดการจองที่ลูกค้าประสงค์จะขอเปลี่ยนแปลงนั้น เช่น รายละเอียดการจองที่ขอเปลี่ยนแปลงต้องใช้สิทธิจำนวน 5 สิทธิ แต่ลูกค้ารายดังกล่าวคงเหลือสิทธิตามโครงการฯ เพียง 4 สิทธิ จะไม่สามารถขอเปลี่ยนแปลงวัน-เวลาเดินทางเข้าพักได้
          2. (2) สิทธิรวมทั้งโครงการฯ จะต้องคงเหลือไม่น้อยกว่าจำนวนสิทธิที่ต้องใช้สำหรับการขอเปลี่ยนแปลงการเข้าพักตามรายละเอียดการจองที่ลูกค้าประสงค์จะขอเปลี่ยนแปลงนั้น
        4. 5.4. วัน-เวลาเข้า (Check in) และ ออกจากที่พัก (Check out) ที่ประสงค์จะเปลี่ยนแปลงต้องอยู่ใน ช่วงระยะเวลาโครงการเราเที่ยวด้วยกัน เฟส 4 เท่านั้น ทั้งนี้จะต้องไม่เกินวันสิ้นสุดโครงการฯ
      6. (6) ประชาชนกดปุ่ม “เช็คอิน รับสิทธิคูปองท่องเที่ยว” ในแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เพื่อทำการ Check in โรงแรม/ที่พักที่จองไว้
      7. (7) โรงแรม/ที่พักสแกน QR Code ที่เกิดจากกระบวนการตาม (6) เพื่อ Check in ซึ่งจะต้องเป็นไปในลักษณะปรากฏตัวต่อหน้าเท่านั้น (Face-to-Face) โดยห้ามสแกนจากภาพ QR Code ที่บันทึกไว้ จากนั้นตรวจสอบรายละเอียดการจอง และดำเนินการสแกนใบหน้าประชาชนเพื่อยืนยันการจอง และกดยืนยันการ Check in ทั้งนี้ QR Code ดังกล่าว จะมีระยะเวลาใช้งาน 3 นาที โดยสามารถสร้างใหม่ได้
        1. (7.1) กรณียืนยันใบหน้าไม่สำเร็จ ประชาชนยินยอมให้โรงแรม/ที่พักดำเนินการตรวจสอบข้อมูล ผู้เข้าพัก และยืนยันการตรวจสอบผ่านระบบแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” รวมทั้งยินยอมให้โรงแรม/ที่พักเก็บบันทึกภาพถ่ายใบหน้าของผู้เข้าพักในขณะทำการเช็คอินและเช็คเอ้าท์เพื่อใช้เป็นหลักฐาน
        2. (7.2) นำเทคโนโลยีการระบุตำแหน่ง (GPS) มาใช้เพื่อระบุตำแหน่งในการยืนยันตัวตนของประชาชนผู้ใช้สิทธิเพื่อดำเนินการ Check in ณ โรมแรม/ที่พัก ที่ทำการจองไว้
      8. (8) ประชาชนเข้าพัก และกดปุ่ม “ใช้คูปองท่องเที่ยว” ในแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เพื่อใช้จ่าย E-Voucher ตามเงื่อนไขการใช้งานข้อ 1.6
      9. (9) สามารถ Check in เพื่อใช้สิทธิตามโครงการฯ ได้ภายในเวลา 11.59 น. ของวันถัดจากวัน Check in ในวันแรกตามรายละเอียดการจอง หากไม่ Check in ภายในกำหนดเวลาดังกล่าว จะถือว่าสละสิทธิโดยประชาชนจะไม่ได้รับ E-Voucher สำหรับวันที่ไม่ได้ Check in นั้น และผู้ประกอบการโรงแรม/ที่พัก จะไม่ได้รับเงินสนับสนุน 40 % สำหรับ วันแรกที่ Check in ไม่ทันภายในกำหนด ทั้งนี้ เงินที่ชำระแล้วไม่สามารถเรียกคืนได้ และถือว่าประชาขนได้ใช้จำนวนสิทธิของตนตามจำนวนสิทธิที่ได้ทำการจองในระบบแล้ว
      10. (10) รัฐจะจ่ายเงินสนับสนุนให้แก่โรงแรม/ที่พักตามข้อ 1.5 หลังจาก Check out แล้ว โดยรัฐจะจ่ายเงินสนับสนุนให้แก่โรงแรม/ที่พักตามจำนวนสิทธิที่ประชาชนได้รับจริงจากการ Check in และ Check out เท่านั้น
      11. (11) ในกรณีที่มีการยืนยันใบหน้าไม่สำเร็จและโรงแรม/ที่พักเป็นผู้ดำเนินการกดปุ่ม Check in แทน โรงแรม/ ที่พักจะได้รับเงินสนับสนุน 40 % เมื่อโรงแรม/ที่พักได้ส่งเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับการเข้าพักจริงของประชาชนผู้ใช้สิทธิตามที่กำหนดในหลักเกณฑ์การเบิกจ่ายเงินสนับสนุน 40 % และคณะกรรมการตามคำสั่ง ททท. ได้พิจารณาเห็นชอบให้จ่ายเงิน
  2. 2. สาระสำคัญของโครงการฯ สำหรับการโดยสารเครื่องบิน
    1. 2.1 หลักเกณฑ์และเงื่อนไขตามข้อ 2. นี้ ใช้บังคับกับเฉพาะประชาชนที่เดินทางโดยเครื่องบินเท่านั้น ทั้งนี้ การเดินทางดังกล่าวจะต้องเป็นส่วนหนึ่งของการเข้าร่วมโครงการฯ
    2. 2.2 คุณสมบัติของผู้ประกอบธุรกิจสายการบิน (สายการบิน) ที่มีสิทธิเข้าร่วมโครงการฯ
      1. (1) มีเส้นทางบินภายในประเทศ
      2. (2) ควบคุมดูแลให้ตัวแทนจำหน่าย (ถ้ามี) เสนอขายบัตรโดยสารเครื่องบินให้แก่ประชาชนในลักษณะ ที่ทำให้ประชาชนทราบได้ว่าค่าบัตรโดยสารเป็นจำนวนเท่าใด และค่าคอมมิชชัน (ถ้ามี) เป็นจำนวนเท่าใด ทั้งนี้ รัฐจะสนับสนุนเงินตามข้อ 2.4 โดยคำนวณจากค่าบัตรโดยสารเท่านั้น
      3. (3) ปฏิบัติตามและไม่เคยฝ่าฝืนมาตรการใด ๆ ของรัฐเกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส โคโรนา 2019.
      4. (4) ไม่เป็นผู้ที่ถูกระงับสิทธิหรือถูกเรียกเงินคืนในมาตรการอื่น ๆ ของรัฐ
    3. 2.3 คุณสมบัติของประชาชนที่มีสิทธิได้รับเงินสนับสนุนค่าบัตรโดยสารเครื่องบิน
      1. (1) ประชาชนผู้ได้รับสิทธิที่เป็นผู้จองโรงแรม/ที่พักและได้ทำการจองบัตรโดยสารเครื่องบินโดยตรงกับสายการบินหรือผ่านตัวแทนจำหน่าย
      2. (2) ให้ความยินยอมแก่สายการบินในการส่งข้อมูลการจองและข้อมูลส่วนบุคคลให้แก่ธนาคารกรุงไทยฯ ในฐานะผู้จัดทำระบบให้รัฐบาล
    4. 2.4 รัฐจะสนับสนุนเงินค่าบัตรโดยสารผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ของประชาชนผู้จองบัตรโดยสารเครื่องบิน ในอัตราร้อยละ 40 ของราคาสุทธิค่าบัตรโดยสารของหนึ่งผู้โดยสาร (กรณีเป็นบัตรโดยสารขาไป-กลับจะนับเป็นหนึ่งผู้โดยสาร) แต่ไม่เกินจำนวนดังต่อไปนี้
      1. (1) ไม่เกิน 3,000 บาทต่อบัตรโดยสารของหนึ่งผู้โดยสาร เฉพาะกรณีที่จองโรงแรม/ที่พักในจังหวัดภูเก็ต กระบี่ พังงา สงขลา สุราษฎร์ธานี เชียงใหม่ และเชียงราย โดยเป็นการจองบัตรโดยสารเครื่องบินและเริ่มเดินทางได้ตั้งแต่วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2565 เป็นต้นไป และจะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ ข้อ 2.5 (5) และ (6)
      2. (2) ไม่เกิน 2,000 บาทต่อบัตรโดยสารของหนึ่งผู้โดยสารในกรณีอื่น ๆ นอกเหนือจาก (1) โดยเป็นการจองบัตรโดยสารเครื่องบินและเริ่มเดินทางได้ตั้งแต่วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2565 เป็นต้นไป และจะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ ข้อ 2.5 (5) และ (6)
    5. 2.5 รัฐจะสนับสนุนค่าบัตรโดยสารเครื่องบินตามข้อ 2.4 ภายใต้เงื่อนไขดังต่อไปนี้
      1. (1) ในการจองบัตรโดยสารหนึ่งครั้ง (1Booking) จะมีสิทธิได้รับเงินสนับสนุนค่าบัตรโดยสารไม่เกิน 2 ผู้โดยสารต่อ 1 ห้องพักที่จอง โดยห้องพักที่จองจะต้องเป็นห้องพักที่ได้รับสิทธิตามข้อ 1. เช่น จองห้องพัก 2 ห้อง 2 คืน จะมีสิทธิได้รับเงินสนับสนุนค่าบัตรโดยสารไม่เกิน 4 ผู้โดยสาร
      2. (2) ในการจองบัตรโดยสารหนึ่งครั้ง (1Booking) จำนวนการใช้สิทธิคือ 2 ผู้โดยสารต่อ 1 ห้องพักที่จอง เช่น จองห้องพัก 2 ห้อง 2 คืน จะเสียสิทธิจำนวน 4 ผู้โดยสาร แม้ว่าจะเดินทางเพียง 2 คน แต่รัฐจะสนับสนุน เงินค่าบัตรโดยสารสำหรับการโดยสารที่เกิดขึ้นจริงเท่านั้น
      3. (3) การใช้สิทธิขั้นต่ำ คือ 2 ผู้โดยสารต่อการจองหนึ่งครั้ง เช่น กรณีเดินทางคนเดียวโดยจองห้องพัก 1 ห้อง 1 คืน จะเสียสิทธิจำนวน 2 ผู้โดยสาร แต่รัฐจะสนับสนุนเงินค่าบัตรโดยสารสำหรับ 1 คนเท่านั้น
      4. (4) ต้องเป็นเส้นทางการบินที่มีต้นทางหรือจุดหมายปลายทางอยู่ในจังหวัดที่เป็นสถานที่ตั้งของโรงแรม/ที่พัก หรือจังหวัดใกล้เคียงกับจังหวัดสถานที่ตั้งของโรงแรม/ที่พัก ทั้งนี้ สามารถตรวจสอบรายชื่อจังหวัดใกล้เคียงได้ในเว็บไซต์ www.เราเที่ยวด้วยกัน.com
      5. (5) ในกรณีใช้สิทธิรับเงินสนับสนุนค่าบัตรโดยสารสำหรับการบินเที่ยวขาไป วันที่ Check in ขึ้นเครื่องจะต้องห่างจากวันที่ Check in โรงแรม/ที่พักไม่เกิน 5 วัน ทั้งนี้ จะพิจารณาจากวันที่ Check in ทั้งโรงแรม/ที่พักและสายการบินจริงเท่านั้น
      6. (6) ในกรณีที่ใช้สิทธิรับเงินสนับสนุนค่าบัตรโดยสารสำหรับการบินเที่ยวขากลับ วันที่ Check in ขึ้นเครื่องจะต้องห่างจากวันที่ Check out โรงแรม/ที่พักไม่เกิน 5 วัน ทั้งนี้ จะพิจารณาจากวันที่ Check in และ Check out จริงเท่านั้น โดยการบินเที่ยวขากลับต้องไม่เกินวันที่ 31 พฤษภาคม 2565
      7. (7) ในกรณีที่จองบัตรโดยสารขาไป-กลับ (Round trip) แต่มีการโดยสารจริงเพียงเที่ยวเดียว (ไปหรือกลับ) หรือมีการจองบัตรโดยสารขาไปและขากลับ แยกเป็น 2 Booking จะขอรับสิทธิเงินสนับสนุนค่าบัตรโดยสารเครื่องบินได้เพียงครึ่งหนึ่งของข้อ 2.4 เท่านั้น
      8. (8) เมื่อ Check out ออกจากโรงแรม/ที่พักแล้ว จะต้องกรอกข้อมูลและกดปุ่ม “ลงทะเบียนรับสิทธิตั๋วเครื่องบิน” ผ่าน www. เราเที่ยวด้วยกัน.com เพื่อขอรับสิทธิเงินสนับสนุนค่าบัตรโดยสารเครื่องบินภายในวันที่ 5 มิถุนายน 2565 ทั้งนี้ ชื่อ-นามสกุล ภาษาอังกฤษ ที่ใช้ในการจองบัตรโดยสารเครื่องบินจะต้องถูกต้องตรงกับชื่อ-นามสกุล ภาษาอังกฤษบนบัตรประจำตัวประชาชน
    6. 2.6 รัฐจะสนับสนุนเงินค่าบัตรโดยสารเครื่องบินรวมทั้งโครงการฯ ไม่เกิน 6 แสนผู้โดยสาร
    7. 2.7 การพิจารณาผู้ได้รับสิทธิตามข้อ 2.4 จะพิจารณาเมื่อประชาชนผู้จองได้ดำเนินการตามข้อ 2.5 (8) ครบถ้วนและได้รับการตรวจสอบข้อมูลว่าถูกต้อง ตามลำดับก่อนหลัง จนกว่าจะครบจำนวนสิทธิตามข้อ 2.6 หรือจนกว่าจะสิ้นสุดระยะเวลาตามข้อ 2.5 (8)
  3. 3. หลักเกณฑ์และเงื่อนไขสำหรับประชาชนที่เข้าร่วมโครงการฯ
    1. 3.1 การใช้จ่าย E-Voucher จะสามารถใช้จ่ายได้เฉพาะเพื่อชำระค่าอาหารหรือเครื่องดื่มในร้านอาหาร ค่าผ่านประตู ค่าธรรมเนียม หรือค่าบริการอื่นใด ของสถานที่ท่องเที่ยว และค่าบริการของผู้ประกอบการบริการฯ เท่านั้น ทั้งนี้ ภายใต้เงื่อนไขการใช้งาน E-Voucher ตามข้อ 1.6
    2. 3.2 การชำระเงินโดยใช้ E-Voucher จะต้องชำระทั้งจำนวนตามที่ปรากฏในใบเสร็จรับเงินในคราวเดียว เช่น กรณีใบเสร็จรับเงินระบุจำนวนค่าอาหารและเครื่องดื่มรวมทั้งหมด 1,000 บาท สามารถใช้ E-Voucher ชำระได้จำนวน 400 บาท และจะต้องชำระเงินผ่านแอปพลิเคชั่น “เป๋าตัง” อีก 600 บาท
    3. 3.3 เมื่อผู้เข้าร่วมโครงการฯ จองโรงแรม/ที่พักและชำระเงินเรียบร้อยแล้ว หากเกิดปัญหาอย่างใด ๆ ขึ้นที่ทำให้เกิดอุปสรรคต่อการเข้าพัก เข้ารับบริการ หรือการใช้สิทธิตามโครงการฯ ให้ผู้เข้าร่วมโครงการฯ เรียกคืนความเสียหาย จากโรงแรม/ที่พัก
    4. 3.4 ผู้เข้าร่วมโครงการฯ ต้องปฏิบัติตามสาระสำคัญของโครงการฯ รวมถึงหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของโครงการฯ
    5. 3.5 ห้ามผู้เข้าร่วมโครงการฯ กระทำการใด ๆ อันก่อให้เกิดความเข้าใจผิดหรือความปั่นป่วนที่เป็นอุปสรรคต่อ การดำเนินโครงการฯ หรือมาตรการอื่น ๆ ของรัฐ
    6. 3.6 ห้ามผู้เข้าร่วมโครงการฯ ยินยอมให้ผู้อื่นใช้สิทธิของตนเองในการลงทะเบียน การยืนยันตัวตนเข้าพัก หรือกรณี อื่นใดที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะได้รับค่าตอบแทนหรือไม่ก็ตาม
    7. 3.7 หากผู้เข้าร่วมโครงการฯ ไม่ปฏิบัติตามหรือฝ่าฝืนหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขของโครงการฯ ผู้เข้าร่วมโครงการฯ ดังกล่าวจะต้องจ่ายเงินคืนให้แก่รัฐภายใน 7 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งถึงการกระทำดังกล่าว โดยจ่ายเงินคืนผ่านช่องทางที่รัฐกำหนด
    8. 3.8 ผู้เข้าร่วมโครงการฯ ที่กระทำหรือร่วมกับผู้อื่นกระทำการโดยทุจริตเพื่อให้ได้เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด โดยไม่เป็นไปตามเงื่อนไขของโครงการฯ เพื่อให้ได้รับเงินสนับสนุนภาครัฐ จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย
    9. 3.9 ประชาชนจะต้องยืนยันตัวตนโดยสแกนใบหน้าและต้องตรงกับฐานข้อมูลของธนาคารกรุงไทยฯ ในการเข้าร่วมโครงการซึ่งเป็นไปเงื่อนไขตามที่ ททท. กำหนด
  4. 4. หลักเกณฑ์การเบิกจ่ายเงินสนับสนุน 40 %
    1. 4.1 กิจการ โรงแรม/ที่พัก
      1. (1) กรณีประชาชนผู้ใช้สิทธิ ดำเนินการ Check – In ยืนยันการจองด้วยระบบสแกนใบหน้าสำเร็จถูกต้อง ผู้ประกอบการประเภทกิจการ โรงแรม/ที่พัก จะได้รับเงินสนับสนุน 40 % ของราคาที่พักต่อห้องต่อคืน ทั้งนี้ไม่เกิน 3,000 บาท ต่อห้องต่อคืน ภายในระยะเวลา 14 วันทำการ (T+14) นับแต่วันที่เช็คเอาท์
        ทั้งนี้โรงแรมมีหน้าที่จัดเก็บหลักฐานการเข้าพักของประชาชนผู้ใช้สิทธิไว้เพื่อการตรวจสอบไม่น้อยกว่า 1 ปีนับจากวันที่เช็คเอาท์
        โดยหลักฐานดังกล่าวประกอบด้วย
        1. 1. สำเนาบัตรประชาชนของผู้ใช้สิทธิและผู้เข้าพักทุกคน
        2. 2. ใบลงทะเบียนผู้เข้าพัก
        3. 3. Folio (ถ้ามี)
        *หมายเหตุ : กรณีที่มีการจองครั้งเดียวตั้งเเต่ 5 สิทธิ ใน 1 ครั้ง (หมู่คณะ) จะต้องนำส่งหลักฐานในข้อ 1 – 3 ไปที่อีเมล payttogether@gmail.com ภายใน 7 วันนับถัดจากวันเช็คเอ้าท์ เพื่อประกอบการพิจารณา การจ่ายเงินสนับสนุน 40 % อนึ่ง ระยะเวลาในการพิจารณาจ่ายเงินสนับสนุน 40 % มีระยะเวลา 30 วันทำการ (T+30) ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวันที่ ททท. ได้รับหลักฐานดังกล่าวอย่างครบถ้วน
      2. (2) กรณีประชาชนผู้ใช้สิทธิ ดำเนินการ Check – In ยืนยันการจองด้วยระบบสแกนใบหน้าไม่สำเร็จ ให้ผู้ประกอบการประเภทกิจการ โรงแรม/ที่พัก มีหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลผู้เข้าพักว่าเป็นบุคคลเดียวกับผู้ที่ทำการจองใช้สิทธิ และกดยืนยันการเช็คอินในระบบตรวจสอบข้อมูลผู้เข้าพัก และผู้ประกอบการต้องจัดส่งหลักฐานดังต่อไปนี้ ไปที่อีเมล payttogether@gmail.com เพื่อประกอบการพิจารณาการจ่ายเงินสนับสนุน 40 %
        1. 1. สำเนาบัตรประชาชนของผู้ใช้สิทธิและผู้เข้าพักทุกคน
        2. 2. ใบลงทะเบียนผู้เข้าพัก
        3. 3. Folio (ถ้ามี)
        4. 4. ภาพถ่ายผู้ใช้สิทธิในวันที่ Check in และ Check Out
        หมายเหตุ : จะต้องนำส่งหลักฐานในข้อ 1-4 ไปที่อีเมล payttogether@gmail.com ภายใน 7 วันนับถัดจากวันเช็คเอ้าท์ และจัดเก็บหลักฐานดังกล่าวไว้ เพื่อการตรวจสอบไม่น้อยกว่า 1 ปี นับจากวันที่เช็คเอ้าท์ ทั้งนี้ ททท. ขอสงวนสิทธิ์ที่จะเรียกเอกสารหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อยืนยันการเข้าพักของประชาชนประกอบการพิจารณาเบิกจ่ายเงินในกรณีที่มีข้อสงสัยหรือไม่ชัดเจนเพียงพอต่อการพิจารณา อนึ่ง ระยะเวลาในการพิจารณาจ่ายเงินสนับสนุน 40 % กรณีสแกนใบหน้าไม่สำเร็จ มีระยะเวลา 30 วันทำการ (T+30) ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวันที่ ททท. ได้รับหลักฐานดังกล่าวอย่างครบถ้วน ทั้งนี้จะจ่ายเงินให้เฉพาะจำนวนวันเข้าพักที่ปรากฏในระบบเท่านั้น
    2. 4.2 กิจการ ร้านอาหาร / สถานที่ท่องเที่ยว / OTOP / สปา, นวดเพื่อสุขภาพ / รถเช่า,เรือเช่า
      1. (1) กรณีประชาชนผู้ใช้สิทธิ ชำระค่าบริการด้วย E – Voucher และมีการใช้จ่ายตามปกติ ผู้ประกอบการประเภทกิจการ ร้านอาหาร / สถานที่ท่องเที่ยว / OTOP / สปา, นวดเพื่อสุขภาพ / รถเช่า,เรือเช่า จะได้รับเงินสนับสนุน 40 % ภายในระยะเวลา 14 วันทำการ (T+14) นับแต่วันที่รับชำระ E-Voucher จากประชาชนผู้ใช้สิทธิ
      2. (2) กรณีประชาชนผู้ใช้สิทธิ ชำระค่าบริการด้วย E – Voucher และมีการใช้จ่ายผิดปกติ ผู้ประกอบการประเภทกิจการ ร้านอาหาร / สถานที่ท่องเที่ยว / OTOP / สปา, นวดเพื่อสุขภาพ / รถเช่า,เรือเช่า จะต้องจัดส่งใบเสร็จรับเงิน/หลักฐานการได้รับเงิน/รายการสินค้าหรือบริการ หรือเอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ไปที่อีเมล payttogether@gmail.com เพื่อประกอบการพิจารณาการจ่ายเงินสนับสนุน 40 % และจัดเก็บหลักฐานดังกล่าวไว้ เพื่อการตรวจสอบไม่น้อยกว่า 1 ปี นับจากวันที่รับเงิน อนึ่ง ระยะเวลาในการพิจารณาจ่ายเงินสนับสนุน 40 % มีระยะเวลา 30 วันทำการ (T+30) ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวันที่ ททท. ได้รับหลักฐานดังกล่าวอย่างครบถ้วน
    3. 4.3 ค่าบัตรโดยสารเครื่องบิน
      1. กรณีประชาชนผู้ใช้สิทธิ ขอรับเงินสนับสนุนค่าบัตรโดยสารเครื่องบิน และได้ดำเนินการ Check – In ยืนยันการจองด้วยระบบสแกนใบหน้าสำเร็จถูกต้อง
        ประชาชนผู้ใช้สิทธิ จะได้รับเงินสนับสนุนค่าบัตรโดยสารเครื่องบินเข้า G-Wallet ของประชาชน ในแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ในอัตรา 40% ของมูลค่าบัตรโดยสารเครื่องบิน แต่ไม่เกิน 2,000 บาทต่อ 1 ผู้โดยสาร หรือไม่เกิน 3,000 บาท ต่อ 1 ผู้โดยสาร เมื่อมีการท่องเที่ยวและเข้าพักในที่พักตามโครงการเราเที่ยวด้วยกันในจังหวัด ภูเก็ต กระบี่ พังงา สงขลา สุราษฎร์ธานี เชียงใหม่ และเชียงราย โดยรัฐจะจ่ายเงินสนับสนุนค่าบัตรโดยสารเครื่องบินในทุก 15 วัน โดยเป็นไปตามหลักเกณฑ์ข้อ 2.4 – 2.7
    5. ข้อความตกลงยินยอมของประชาชนที่เข้าร่วมโครงการฯ
    * “ข้าพเจ้า” หมายถึง บุคคลผู้เข้าร่วมโครงการฯ *
    1. 5.1 ข้าพเจ้าตกลงยินยอมให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ธนาคารกรุงไทยฯ และหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง จัดเก็บและประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่ข้าพเจ้าได้ให้ไว้ในการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ
    2. 5.2 ข้าพเจ้าตกลงยินยอมให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ธนาคารกรุงไทยฯ และหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง จัดเก็บ ประมวลผล และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลและ/หรือข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหว (ข้อมูลศาสนา และข้อมูลชีวภาพ ซึ่งจัดเก็บจากระบบและแอปพลิเคชั่นเพื่อประโยชน์ของโครงการฯ) ของข้าพเจ้า และข้อมูลการชำระเงินตามโครงการฯ ต่อหน่วยงานของรัฐ และผู้รับให้บริการที่ได้รับมอบหมายจากหน่วยงานของรัฐ เพื่อการประมวลผลและการตรวจสอบข้อมูล และ/หรือเพื่อการยืนยันตัวตนหรือเพื่อการตรวจสอบคุณสมบัติเพื่อรับสิทธิตามโครงการฯ และ/หรือเพื่อการบริหารจัดการโครงการฯ
    3. 5.3 ข้าพเจ้าตกลงยินยอมให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ธนาคารกรุงไทยฯ และหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง จัดเก็บ ประมวลผล และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของข้าพเจ้า และข้อมูลการชำระเงินตามโครงการฯ เพื่อประโยชน์ในการดำเนินมาตรการอื่นของรัฐหรือเพื่อประโยชน์ในการบริหารราชการแผ่นดินในอนาคต
    4. 5.4 ข้าพเจ้าตกลงยินยอมให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องร้องขอ สอบถาม และใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของข้าพเจ้า และข้อมูลการชำระเงินตามโครงการฯ เพื่อประโยชน์ในการดำเนินโครงการฯ
    5. 5.5 ข้าพเจ้าตกลงยินยอมให้มีการประมวลผลและเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลให้กับหน่ายงานของรัฐที่เกี่ยวข้องในกรณี ที่มีการยืนยันตัวตนผ่านระบบเสียบบัตรประชาชน (Dip Chip)
    6. 5.6 ความยินยอมของข้าพเจ้าในอันที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บ ใช้ ประมวลผล หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของข้าพเจ้า และข้อมูลการชำระเงินตามโครงการฯ ตามข้อ 5. นี้ ให้มีผลไปตลอดช่วงระยะเวลาดำเนินโครงการฯ เว้นแต่ความยินยอมตามข้อ 5.3 ให้มีผลตลอดไป
    7. 5.7 ข้าพเจ้าตกลงปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของโครงการฯ และรับทราบว่าหากข้าพเจ้าไม่ปฏิบัติตามหรือฝ่าฝืนหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขของโครงการฯ ข้าพเจ้าจะต้องคืนเงินที่ได้รับตามโครงการฯ ให้แก่รัฐภายใน 7 วัน
    8. 5.8 ข้าพเจ้ารับทราบและยินยอมว่า ในกรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่าข้าพเจ้าไม่ปฏิบัติตามหรือฝ่าฝืนหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขของโครงการฯ รัฐอาจพิจารณาระงับสิทธิตามโครงการฯ ของข้าพเจ้าเพื่อดำเนินการตรวจสอบ และหากพบว่าข้าพเจ้ากระทำการดังกล่าวจริง ข้าพเจ้าจะต้องคืนเงินที่ได้รับไปแล้วให้แก่รัฐภายใน 7 วัน ทั้งนี้ ให้การตัดสินของรัฐ ถือเป็นที่สุด
    9. 5.9 ข้าพเจ้ารับทราบว่าการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จเป็นการกระทำความผิดตามกฎหมาย
    10. 5.10 ข้าพเจ้ารับทราบว่าการกระทำหรือร่วมกับผู้อื่นกระทำการโดยทุจริตเพื่อให้ได้เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดโดยไม่เป็นไปตามเงื่อนไขของโครงการฯ เพื่อให้ได้รับเงินสนับสนุนภาครัฐ เป็นการกระทำความผิดตามกฎหมายที่มีโทษทางอาญา

ข้าพเจ้าได้อ่าน รับทราบ และตกลงยินยอมปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของโครงการฯ ข้าพเจ้าขอรับรองว่าข้อมูลที่ข้าพเจ้าได้ให้ไว้ในการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ ถูกต้องตามความเป็นจริงทุกประการ หากข้อมูลดังกล่าวไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง ข้าพเจ้าตกลงยินยอมให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการระงับการจ่ายเงินตามโครงการฯ หรือยินยอมคืนเงินที่ได้รับพร้อมดอกเบี้ย แล้วแต่กรณี ทั้งนี้ ไม่ระงับซึ่งสิทธิของรัฐในอันที่จะดำเนินการตามกฎหมาย

กลับหน้าหลัก

**หมายเหตุ ผู้ลงทะเบียนรับทราบว่า หากผู้ลงทะเบียนไม่ตกลงและยอมรับตามข้อตกลง
และเงื่อนไขข้างต้นจะไม่สามารถลงทะเบียนได้

กรุณารอสักครู่...